ความนำ
- สัตว์โลกทุกตัวตนอยากมีความสุขพ้นทุกข์ นี่คือสัจธรรมของชีวิต
- สัตว์โลกที่ฉลาดจึงพยายามเรียนรู้สัจธรรมดังกล่าว
- การศึกษาจึงมุ่งให้ผู้เรียน เก่ง ดี มีสุขแท้
- สุขเทียมเป็นความสุขชั่วแล่น ตามด้วยทุกข์ จึงไม่เก่ง ไม่ดี
- เก่ง คือ สามารถทำการสำเร็จอย่างบกพร่องน้อยที่สุด และใช้เวลาน้อยที่สุด
- เก่ง และไม่ดี มีความสำเร็จอย่างไร้คุณธรรม สร้างความเดือดร้อน
- เก่งและดี มีความสำเร็จอย่างมีคุณธรรม สร้างความสงบสุข คูณธรรม คืออะไร ต่างกับจริยธรรมอย่างไรนิยาม
- การกระทำ (action) คือผลกระทบที่สิ่งหนึ่งมีต่ออีกสิ่งหนึ่ง เช่น เขื่อนดิน กั้นน้ำ น้ำเซาะ เขื่อนดิน คนตก ต้นไม้เหมือนผลไม้ตกจากต้น
- พฤติกรรม (behavior) คือการกระทำโดยสัญชาติญาณกำหนดเป้าหมาย (ไม่มีเสรีภาพที่จะปฏิเสธ) เช่น คนไต่ต้นไม้ เหมือนตุ๊กแกไต่ต้นไม้
- ความประพฤติ (conduct) คือพฤติกรรมที่มีมโนธรรมชี้แนะ (มีเสรีภาพที่จะปฏิเสธ) เช่น คนขว้างก้อนหินใส่คนไม่เหมือนลิงขว้างก้อนหินใส่คน
- ความประพฤติดี (good conduct) คือการกระทำตามมโนธรรมชี้แนะเป็นครั้งๆ
- ความประพฤติเลว (bad conduct) คือการกระทำฝืนมโนธรรมเป็นครั้งๆ ที่เลวมากๆ เรียกว่าประพฤติชั่ว
- คุณธรรม (virtue) คือความประพฤติดีจนเคยชินในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น คุณธรรมแห่งความยุติธรรม
• กิเลส (vice) คือ ความประพฤติเลว (หรือชั่ว) จนเคยชินในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ขโมยจนเคยชิน
จริยธรรม (ethos, ethicity) คือคุณธรรมทุกด้านที่ประสานกันเป็นระบบ เช่น จริยธรรมพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู ซิกข์ จริยธรรมคอมมิวนิสต์ จริยธรรมมนุษยนิยม จริยธรรมแบบรตินิยม จริยธรรมแบบเอพีคิวเรียน จริยธรรมแบบสโทสิก เป็นต้น
• ศีลธรรม (mores, morality) คือระบบจริยธรรมของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง
หมายเหตุ1. จริยธรรมบางระบบเท่านั้นเป็นศีลธรรมทุกระบบ เป็นจริยธรรม
2. ในปัจจุบันนักเขียนบางคนใช้คำจริยธรรมและศีลธรรมในความหมายเดียวกัน คือจะมีคำสอนของศาสนาหรือไม่ก็ได้
• เศรษฐกิจพอเพียง (sufficient economy) อยู่ในเรื่องคุณธรรมความพอเพียง
• ธรรมาภิบาล (good governance) การบริหารงานที่ดีทั้งในภาครัฐ เอกชน และส่วนบุคคล
• สมานฉันท์ (reconciliation) จะเกิดขึ้นได้ก็โดยทุกฝ่ายยอมรับปรัชญาแห่งการไม่ยึดมั่นถือมั่น คือแต่ละฝ่ายและแต่ละคนมีหลักยึดเหนี่ยวของตนแต่ไม่ยึดติดจนเป็นการยึดมั่นถือมั่น คือยอมให้ผู้อื่นมีหลักยึดเหนี่ยวต่างจากเราได้ ในทางปฏิบัติจึงต้องเสวนากันเพื่อแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง จุดร่วมคือจุดที่จะต้องร่วมมือกัน ส่วนจุดต่างถือว่าเป็นพรสวรรค์ที่แต่ละคนพึงใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม
คุณธรรมแม่บท 4
คุณธรรมแม่ 4 คือ คุณธรรมที่ทำให้ความประพฤติใดๆ เป็นความประพฤติดี มีอยู่ 4 ประการ คือ
• ความรอบคอบ (Prudence) คุณธรรมความรอบคอบมิได้หมายถึง การมีความรู้มาก "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" มีถมไป ความรอบคอบจึงหมายถึง การเล็งเห็น หรือการหยั่งรู้ได้ง่าย และชัดเจนว่าอะไรควรประพฤติ อะไรไม่ควรประพฤติ การแสวงหาความรู้มีส่วนช่วยให้เกิดความรอบคอบ แต่ทว่าความรอบคอบอันลึกซึ้งส่วนมากเกิดจากการคิดคำนึงและประสบการณ์• ความกล้าหาญ (Courage) กล้าหาญทางกายภาพ ได้แก่ กล้าเสี่ยงความยากลำบาก อันตราย และความตายเพื่ออุดมการณ์ กล้าหาญทางจิตใจ ได้แก่กล้าเสี่ยงการถูกเข้าใจผิด กล้าเผชิญการใส่ร้าย และการเยาะเย้ยโดยมั่นใจว่าตนกระทำความดี
• ความพอเพียง (Temperance) สัตว์มีสัญชาติญาณการกระตุ้นให้กระทำกิจการบางอย่างเพื่อการอยู่รอดของมัน และเผ่าพันธุ์ เมื่อหมดความจำเป็น สัญชาติญาณนั้นก็หยุดทำงานโดยอัตโนมัติ มนุษย์มีสัญชาติญานเช่นเดียวกัน แต่มนุษย์ก็ยังมีความสำนึก สามารถสำนึกและปลุกสัญชาติญาณได้ตามใจ มนุษย์จึงมักจะใช้สัญชาติญาณเลยเถิดเกินความจำเป็นตามธรรมชาติจนบางครั้งปลุกสัญชาตญาณเพื่อความพึงพอใจเท่านั้น การไม่รู้จักควบคุมพลังในตัวให้อยู่ในขอบเขตของจุดมุ่งหมายของชีวิต มักจะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากมากมายแก่ตัวเองและสังคม เพราะเมื่อคนหนึ่งใช้พลังเกินขอบเขตอย่างไม่ถูกต้อง ก็มักจะก้าวก่ายสิทธิอันชอบธรรมของผู้อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น อยากสร้างความมั่นคงให้แก่อนาคตของตนและทายาท ก็จะหาวิธีสั่งสมสมบัติไว้มากๆ โดยวิธีไม่สจุริต เป็นต้น คุณธรรมความพอเพียงช่วยให้รู้ว่าอะไรควรอยู่ในขอบเขตแค่ไหน การใช้สัญชาตญาณเกินขอบเขต ก็มักจะก่อความเดือดร้อน จึงต้องฝึกให้รู้จักใช้พลังและสัญชาตญาณในขอบเขตอันควรในแต่ละสภาพและฐานะของบุคคลความพอเพียงได้แก่การเดินสายกลางระหว่างกิเลสที่ตรงกันข้าม เปรียบได้กับมัชฌิมาปฏิปทาในพระไตรปิฏก เช่นความกล้าหาญเป็นทางสายกลางระหว่างความขี้ขลาดกับความบ้าบิ่น ความพอเพียงเป็นทางสายกลางระหว่างความตระหนี่กับความฟุ่มเฟือย ความยุติธรรมได้การให้แก่ทุกคนตามอัตราส่วนที่เหมาะสม ให้สังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่าทางสายกลางมิได้หมายความว่าบวกกันหารสองหรือตัวกลางของเลขคณิต แต่หมายถึงการเก็บแง่ดีจาก2 ข้างที่เลยเถิด เพื่อดำเนินชีวิตให้สูงขึ้นๆ เรื่อยๆไป ดังนั้น ทางสายกลางจึงอยู่ระหว่างกิเลสที่ตรงข้ามกัน แต่อยู่คนละระดับกิเลสเท่านั้น
• ความยุติธรรม (Justice) ได้แก่การให้แก่ทุกคนตามความเหมาะสม (giving every man his due) ดังอริสโทเทิลได้นิยามไว้ นั่นคือว่า ต้องรู้ว่าเรามีกำลังให้เท่าไร ควรให้แก่ใครเท่าไร และอย่างไร เช่นแก่ตัวเอง แก่บุคคลในครอบครัวแก่บุคคลในวงญาติ เพื่อนฝูง มิตรสหาย แก่บุคคลร่วมงาน แก่ผู้บังคับบัญชา แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ ซึ่งทั้งนี้ย่อมต้องมีคุณธรรมความรอบคอบ ความกล้าหาญ และความพอดีเข้ามากำกับด้วยโดยจำเป็น ความยุติธรรมเป็นพื้นฐานของคุณธรรมทุกอย่างดังที่เพลโทได้ให้ข้อสังเกตไว้ อาจจะกล่าวได้ว่าคุณธรรมอื่นอาจเป็นเพียงแง่ต่างๆ ของความยติธรรมนั่นเอง ความยุติธรรมจึงเป็นแก่นแท้หรือสารัตถะของคุณธรรมทุกชนิด ผู้ใดมีความยุติธรรมสูงย่อมเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมทุกอย่าง คุณธรรมบางอย่างอาจไม่ปรากฏออกมาให้เห็น เพราะไม่มีโอกาสจะแสดงออกมา แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อใดก็พร้อมที่จะแสดงออกได้ทันทีอย่างถูกต้องเพียบพร้อม ผู้มีความยุติธรรมสูงจึงเป็นผู้มีความเป็นระเบียเรียบร้อยในตัว สังคมที่มีความยุติธรรมย่อมเป็นสังคมที่สงบสุข เพราะทุกคนมั่นใจว่าตนเองจะได้รับสิทธิอันชอบธรรม หากมีผู้ใดละเมิดก็จะได้รับการลงโทษอันควรแก่โทษ จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีใครอยากละเมิดโดยง่ายแต่น่าเสียดายที่ได้มีความพยายามนิยามความยุติธรรมเพื่อตอบสนองความเห็นแก่ตัวอยู่เนืองๆ จึงมีปัญหาที่ต้องขบคิดกันเรื่อยมาว่าอะไรคือความยุติธรรมที่เราจะต้องปฏิบัติในสังคม สมาชิกประเภทใดในสังคมได้สิทธิแค่ไหน ใครจะเป็นผู้กำหนดและเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นใครจะเป็นผู้ชี้ขาด จึงนับว่าเป็นปัญหาหนึ่งที่นักจริยศาสตร์ด้านต่างๆ จะต้องช่วยกันขบคิดกันเรื่อยไปในทุกยุคทุกสมัย ทุกเวลา และสถานที่ เช่น ในปัจจุบันกำลังมีปัญหาขบคิดกันว่าควรให้บุคคลมีทรัพย์สินเท่าใหร่จึงจะยุติธรรม การต่อรองระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง จึงจะยุติธรรม การทำแท้งอย่างเสรีจะยุติธรรมหรือไม่ ใครควรเสียภาษีให้รัฐเท่าไรจึงจะยุติธรรม รัฐควรจะช่วยคนจนอย่างไรจึงจะยุติธรรมและไม่เป็นการส่งเสริมให้พลเมืองเกียจคร้าน เป็นต้น
วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2550
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
